ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า สิ่งที่ผู้เขียนเขียนเป็นสิ่งที่ประสบมากับตัวเองจริง  ในรั้วมหาวิทยาลัยอันเป็นแหล่งที่เป็นเสมือนที่บ่มเพาะปัญญาชนให้แตกกล้าชูต้นทางปัญญามอบประโยชน์แก่สังคม  ผู้เขียนรู้ดีว่ามันเป็นแค่การรับน้องในที่หนึ่งเท่านั้น  แต่มันจะต้องสะท้อนภาพความล้มเหลวทางความคิดโดยรวมของตัวระบบได้ ไม่มากก็น้อย

ถ้าเกิดมีคนได้เข้ามายล แล้วอยากแสดงความคิดเห็นขอให้หลีกเลี่ยงประเด็นที่ว่า มีที่อื่นที่รับดี  ที่นั่นที่นี่ไม่เป็นอย่างนี้ เพราะเรากำลังพูดถึงระบบรับน้องที่มีปัญหา และเราไม่ควรจะหลีกเลี่ยงด้วยการใช้ส่วนดียกขึ้นมาปกปิดบาดแผลเหวอะน่าเกลียดของตัวระบบ.

 

สัญลักษณ์ ความเชื่อ

   นามธรรมที่มีค่าขึ้นมาเมื่อ กลุ่ม คน ให้คุณค่ากับมัน เพื่อผลประโยชน์ร่วมอะไรบางอย่าง  เช่น การใช้เป็นตัวแทนกลุ่มบุคคลเพื่อให้รู้ว่าเป็นคณะเดียวกัน องค์กรเดียวกัน  ข้อดีของมันก็คือทำให้มีความเป็นเอกภาพของคนในกลุ่ม ทำงานเพื่อบรรลุในสิ่งเดียวกัน บางอย่างก็ไม่เชิงเป็นสัญลักษณ์เช่น คำขวัญประจำบริษัท  ที่ตั้งไว้เพื่อให้พนักงานทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ แน่นอน ความเชื่อหรือศรัทธาก็ให้ผลได้แบบเดียวกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี

 รับน้อง คือเหรียญอีกด้านของการใช้ระบบข้างต้น

   หากเราจะเคยร่ำเรียนประวัติศาสตร์มาบ้าง เราจะเห็นว่ามีหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่จะมีหัวหน้า ผู้บังคับบัญชา กษัตริย์ ผู้นำต่างๆ จะใช้  สัญลักษณ์ หรือ ความเชื่อ ในการ ลวง ชนที่เข้าร่วมให้ไปทำงานที่ตนต้องการแม้งานนั้นมันดูจะมีแต่ ผู้บัญชา เท่านั้นที่มีส่วนได้  แต่เพราะความเชื่อนั้นคือสุดยอดแห่งจอมมายาที่แปลงไปสู่ ความงมงาย  และผู้ที่ใช้มันได้อย่างชาญฉลาดก็ไม่แปลกที่จะได้ทาสหรือคนเขลามาไว้ใช้สอย!

 สิ่งที่จักรวรรดิรับน้องนิยมใช้มากนั่นคือ  รุ่น 

    ความกระสันในสิ่งที่ไร้ตัวตนของนักศึกษา ไม่ใช่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  แต่จะต้องมีการสั่งสมกันมารุ่นต่อรุ่นเป็นเวลายาวนาน มันจึงทวีความสำคัญของสัญลักษณ์ รุ่น  จนมหาศาล  (บางที่อาจไม่ใช้ รุ่น อาจเป็น เกียร์ หรืออะไรก็ตามแต่ แตกต่างกันไปตามแต่ละที่)  และด้วยมันทวีความสำคัญขนาดนี้ รุ่นพี่ก็เสมือนมีแส้ไว้ในมือคอยหวดใส่หลังรุ่นน้องที่ยอมตนเป็นคนทาสอย่างสาใจ  โดยที่บรรดารุ่นน้องไม่มีสิทธิที่จะขัดขืนจำต้องทนอยู่ภายใต้อำนาจเพื่อบรรลุให้ได้สิ่งที่พวกรุ่นพี่บอกว่ามันมีค่าอย่างมาก  นั่นคือ รุ่น หรือการยอมรับ

   เราจะไม่แปลกใจเมื่อเห็นคนจนดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งประทังชีวิต

   นักศึกษาหลายคนอาจดูถูกพวกชาวบ้านที่คลั่งใคล้ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อหวังขอพร ขอเลข ให้ตัวเองได้ร่ำรวย หรือด่าว่า งมงาย

   แต่ว่าสิ่งที่นักศึกษาทั่วไปกำลังจมปลักติดเลนอยู่ทุกวันนี้ มันยิ่งกว่าคำว่า งมงาย เสียอีก! 

   ถึงแม้ชาวบ้านจะไปขูดขอเลขจากหมูสามขา เป็ดสองหัว อะไรก็ตาม นั่นก็เป็นด้วยความสมัครใจและไร้ซึ่งการขู่บังคับ และเขายังหวังในสิ่งที่ดูดีมากกว่าคือ ความร่ำรวย ซึ่งสวนทางกับนักศึกษาไทยอย่างยิ่งที่ขายตัวจนสิ้นแรงเพื่อให้ได้สิ่งที่ไร้ตัวตนคือ การยอมรับจอมปลอม เท่านั้น

   ดังนั้นผมจะไม่แปลกใจว่าหากนักศึกษาเหล่านี้ย้อนไปอยู่ในยุคมืดแล้วเป็นคนคริสต์  พอฟังสันตะปาปาบอกว่า ไปทำสงครามครูเสดเถิด เมื่อตายไปจะได้ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ไปกระทำเถิดภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ถึงตายก็จงอย่าเสียดายประตูสวรรค์รอเจ้าอยู่แล้ว  สันตะปาปาจะได้โคฝูงใหญ่ให้ใช้สบายๆทันที!

    ผลอีกอย่างที่จะได้จากการใช้สัญลักษณ์อย่างเผด็จการนี้ก็คือ 

    ความสัมพันธ์มีราคา!

   การที่พี่จะสามารถอยู่ร่วมกับน้องอย่างยอมรับได้นั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติปกติ แต่น้องจะต้องแสดงตัวเป็นทาสให้พี่ดูก่อน นั่นต่างหากถึงจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นก็ต่างคนต่างอยู่  (ไม่นับรวมรุ่นพี่บางคนที่พฤติกรรมไม่เป็นเช่นนี้) นี่เองคือผลพวงของการใช้ รุ่น ในการรับน้อง มันก็คือระบบการค้าความสัมพันธ์ที่น้องจะต้องเสียค่าซื้อเป็น หยาดเหงื่อ เสียงร้องตะโกน การถูกทรมาน น้ำตา.

 

บทความนี้ยังไม่จบ รอต่อภาค ๒

และความจริงในเรื่องนี้ดูจะเป็นมหากาพย์ที่นักศึกษาหลายคนต้องทนแบกแอกดูกันต่อไป.

 

edit @ 27 Jun 2008 01:01:15 by พ่อมดขาว

วิถีใหม่

posted on 13 Mar 2008 01:17 by whitewizard

   เนื่องจากตัวกระผมเองได้ยืมหนังสือนาม  'ศิลปาการแห่งกาพย์กลอน' มาทัศนา ซึ่งเป็นผลงานของท่าน นายผี หรือ ท่านอัศนี พลจันทร์  นั่นเอง (แต่ในหนังสือเล่มนี้เขาใช้นามปากกว่า ศรีอินทรายุทธ) ซึ่งเป็นหนังสือที่จักกล่าวให้ตรงๆก็คือ ท่านนายผีต้องการสื่อแก่เราว่า ร้อยกรองคืออะไร คนเขียนร้อยกรองนั้นควรจักเป็นเช่นไร มีคุณสมบัติอย่างไร  และอะไรถึงควรค่าคู่ควรแก่การเป็น กวี ท่านไม่สามารถหวังกลวิธีวิเศษต่างๆในการประพันธ์มากมายได้ในหนังสือเล่มนี้  แต่ท่านจักได้ทราบถึงนิยามหรือทัศนะของคนเขียนร้อยกรองของผู้เขียนว่าควรเป็นเช่นไร ซึ่งก็เป็นสิ่งเบื้องต้นที่คนเขียนร้อยกรองควรรับรู้และพิจารณาใคร่ครวญ.

   จากที่ตัวกระผมได้ทัศนามามีทัศนะในย่อหน้าหนึ่งที่ ท่านนายผี กล่าวถึงรูปแบบของบทประพันธ์ ซึ่งเป็นส่วนที่น่าสนใจ จึงขอคัดมาให้ได้ทัศนากันน่ะจ้า

   'แบบวิธีการเขียนกาพย์กลอนนี้  แต่ก่อนเราได้มีอยู่อย่างจำกัด,เช่นเดียวกับทำนองเพลงแบบฉบับของไทยเรา ซึ่งไม่สู้จะมีผู้คิดแต่งทำนองใหม่เพิ่มเติม. กวีผู้รู้จริงย่อมไม่ถือแบบวิธีเหล่านี้เป็นตาบู,หากมีแต่จะคิดแต่งแบบวิธีใหม่ๆขึ้นมาอยู่เสมอ เช่น น.ม.ส. เป็นต้น แต่เนื่องจากกวีผู้รู้จริงๆของเรารวมทั้งโอกาสยังมีน้อย และอิทธิพลของ ''สิ่งศักดิ์สิทธิ์'' ทั้งหลายยังมีมาก, ฉะนั้น เราจึงไม่สู้จะมีแบบวิธีใหม่ๆขึ้นมารับใช้เนื้อซึ่งเป็นของใหม่ๆ เพราะได้สท้อนชีวิตใหม่ๆอยู่เสมอ นี่คืออุปสรรคที่สำคัญของการขยายตัวของกาพย์กลอนส่วนหนึ่งของเรา แบบวิธีเก่าๆทั้งหลายนั้นกลายเป็นเครื่องผูกมัดกวีและนักกลอนไปอย่างน่าอนาถ.'

  จักเห็นได้ว่า ท่านนายผี ได้รู้สึกถึงใยแมงมุมขนาดยักษ์นามว่าฉันทลักษณ์โบราณที่กวีรุ่นก่อนๆ รังสรรค์ไว้อย่างประณีตวิจิตร  ดักจับใจชนได้มากมาย แต่ลูกหลานผู้ศรัทธาในร้อยกรองต่อมาก็ติดกับใยนี้อย่างเหนียวแน่น และการดิ้นรนก็ใช่ว่าจักง่ายดาย  ผู้ที่ยึดในรูปแบบดั้งเดิมจนถึงกับเทิดทูนเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ก็ล้อมกรอบป้องกันอย่างเหนียวแน่น  อีกทั้งผู้ที่ต้องการจักแหกกรอบออกไปก็ยังขาดความรู้ที่จักสร้างของดีจริงๆ ขึ้นมาได้  ยุคสมัยก็ผ่านไป แต่เรายังติดอยู่จุดเดิม.

  ในความคิดกระผมความงามของ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน นั้นเป็นอมตะน่ะจ้า  เพียงแต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปแต่ละสิ่งต้องมีการพัฒนาขึ้น แต่สิ่งนั้นยังคงแก่นเดิมเอาไว้   เราเพียงเปลี่ยน 'โฉม' มันเท่านั้น ใบหน้าของทุกสิ่งทุกอย่างในยุคสมัยก็แปลงโฉมมันมาเยอะ  โทรศัพท์บ้าน ไปสู่ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งทำให้มันเหมาะสมกับยุคสมัยขึ้นแต่แก่นแท้คือการสื่อสารมันก็ยังคงเดิม  มี Playstation 1 ก็มี  Playstation 2 เพื่อปรับภาพรายละเอียดต่างๆให้ดีขึ้นทันสมัยขึ้นแต่แก่นแท้มันคือให้ความบันเทิงแก่ผู้เล่นก็ยังเหมือนเดิม  (อย่าถือสาการยกตัวอย่างของผู้เขียนคนนี้เลยจ้า)  แล้ว'โฉม'ใหม่ของวงการร้อยกรองเล่า ต่อไปคืออะไร?  OoO ฉันทลักษณ์รูปแบบใหม่?  กลอน-กาพย์ในรูปแบบใหม่?  การนำเสนอโคลงในรูปแบบใหม่โดยใช้สื่อสมัยนี้?  หรือการชุบชีวิตร่ายขึ้นมาดัดแปลง? ไม่ว่ามันจักเป็นอะไรขอให้มันนำใจชนกลับมาครองได้ เหมือนอย่างเมื่ออดีตเคยทำมาแล้ว  แล้วขอให้คนเขียนร้อยกรองทุกท่านค้นหาวิถีใหม่พบด้วยน่ะจ้า  ไม่แน่ว่าในบ้านเราอาจมีเขาหรือเธอกำลังถางทางสายเล็กๆซึ่งอาจจักเป็นสายหลักในวงการร้อยกรองอยู่ก็เป็นได้  คงมีแต่กาลเวลาเท่านั้นที่จักเฉลยสิ่งนั้นออกมา.

   ช่วงสุดท้ายนี้ขอยกย่อหน้าเด็ดๆของหนังสือเล่มนี้มาให้ยลกันน่ะจ้า 

   'สิ่งที่กวีจะใช้ในเปลี่ยนแปลงโลกนั้นก็คือ  กาพย์อันเขารจนาขึ้นด้วยศิลปะอันวิจิตร. เขาจะต้องใช้ กาพยายุทธ ของเขาฟาดฟันพันธนาการที่จะรั้งโลกให้ถอยหลังไม่ให้ก้าวหน้าไป ; แล้วแลจะต้องใช้ กาพยายุทธ นี้ถางทางไปเบื้องหน้า. กวีจะต้องเป็นนักรบที่ยืนอยู่หน้าการเคลื่อนไหวทั้งปวง. อุดมการณ์ของกวีเป็นอุดมกาณ์อันสูงส่ง ภารกิจของกวีเป็นภารกิจอันมีเกียรติ อาวุธของกวีเป็นอาวุธอันคมกล้า. กวีต่างกับนักกลอนธรรมดาก็ตรงนี้.'

 *กาพย์ในที่นี้ของท่านนายผีหมายถึง ร้อยกรอง จ้า

มี กาพยายุทธ ด้วย  น่าคารวะยิ่งนัก  ขอตัวไปเล่นซ่อนตาดำก่อนล่ะเด้อ.

edit @ 13 Mar 2008 02:24:57 by พ่อมดขาว

สาส์นศรัทธา

posted on 21 Feb 2008 09:04 by whitewizard

มีหนให้พักใจไม่กี่แห่ง

แทบไร้แหล่งปีกใจจักใช้โผ

กรงขังยุคสมัยแสนใหญ่โต

กระหึ่มโซ่ครื้นตรวน - ข้าครวญคราง

 

กุมปากกาซ่อนไว้ - แผลในอก

เพลงนกเพลงใจก็ไร้ว่าง

 พลันข้ายิน!เสียงเท้าก้าวตามทาง

ผู้จุดหวังพลังสว่าง 'ท่านคือใคร'?

 

     เชิญ ท่านผู้จรหนทางร้าง  สนทนากันก่อนเถิด เราก็เป็นผู้ดำเนินในเส้นทางเดียวกัน แม้นท่านกำลังหลงทางหรือเราแค่พบกันบนทางแยกก็ตาม ชา สักถ้วย บทสนทนาสักเล็กน้อยอาจให้กำเนิดมิตรภาพได้ แต่ถึงมันจักมิได้เป็นเช่นนั้น ก็ขอให้มันช่วยให้ท่านรำลึกรู้ได้ว่าข้ายังมี ตัวตน ก็พอแล้ว .

 

คารวะ ยิ่งนัก 

   ถึงท่านผู้มาเยือนทั้งหลาย  ก่อนอื่นขอขอบคุณยิ่งนักที่ได้มาช่วยรุมกัน เจิม Blog แห่งนี้เด้อ  กระผมก็เพิ่งได้ลองแตะไอ้ของแบบนี้เป็นครั้งแรก  พอดีเพราะความว่างเลยอยากหาเรื่องอันใดให้ตัวเองทรมานเล่นๆ  เพื่อความวิจิตรเจริญตาของผู้ชม ภาพหน้า web ก็ใช้งานศิลปะ(ของคนอื่น)ล้วนๆ  ทำให้ยลแล้วก็รู้ว่าของดี(ยกเว้นคนทำ)  ถือคติสองข้อคือ  หนึ่งจัก Up เมื่อไรก็ไม่รู้  สองเมื่อดูโปรดให้ความคิดเห็น (^ 3 ^)  วันนี้ก็มีเท่านี้แลจ้า  ขออำลาอาลัยไปเล่นซ่อนตาดำล่ะเด้อ

                                                                             

                                                                                                                                    'นามาริเอ'

     (คือมีป้าท่านหนึ่งต้องการ ให้เปลี่ยนคำทักทายใหม่  แต่ตามใจป้าแค่เปลี่ยน คำลาเท่านั้นแล หุๆ ตามใจมากเดี๋ยวเสียแก่)

                                                                                                         

                                                                                                             

edit @ 22 Feb 2008 01:30:11 by พ่อมดขาว